ลูกหนี้เมาส์ กระจาย หน้าซีบอกซ์ คุยกันสดๆ เลย ขอรับ

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558

"ผู้ค้ำประกันหนี้มีเฮ !! " กฎหมายใหม่คุ้มครอง ปลดล็อก "ผู้ค้ำประกัน" ไม่ต้องต้องรับผิดเสมือนเป็นลูกหนี้ชั้นต้นแล้ว!!!

"ผู้ค้ำประกันหนี้มีเฮ !! " กฎหมายใหม่คุ้มครอง ปลดล็อก "ผู้ค้ำประกัน" ไม่ต้องต้องรับผิดเสมือนเป็นลูกหนี้ชั้นต้นแล้ว!!!



12 ก.พ.ปีหน้า กฎหมาย ปลดล็อก"คนค้ำประกัน-ผู้จำนอง" บังคับใช้ แบงก์ ผวาเสี่ยงให้กู้

มติชนออนไลน์ รายงานว่า วันนี้ (๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๗)    ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่
“พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๕๗”

พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป 
หรือ มีผลบังคับใช้  ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘

เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่บทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ใช้บังคับอยู่
ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะคุ้มครองสิทธิและให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ค้ำประกัน และผู้จำนองซึ่งมิใช่ลูกหนี้ชั้นต้น แต่เป็น
เพียงบุคคลภายนอกที่ยอมผูกพันตนต่อเจ้าหนี้ในการที่จะชำระหนี้แทนลูกหนี้เท่านั้น โดยข้อเท็จจริงในทางปฏิบัติปรากฏ
ว่าเจ้าหนี้ส่วนใหญ่ซึ่งเป็นสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบอาชีพให้กู้ยืม มักจะอาศัยอำนาจต่อรองที่สูงกว่าหรือความได้เปรียบ
ในทางการเงินกำหนดข้อตกลงอันเป็นการยกเว้นสิทธิ ของผู้ค้ำประกันหรือผู้จำนองตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ หรือให้ค้ำประกัน
หรือผู้จำนองต้องรับผิดเสมือนเป็นลูกหนี้ชั้นต้น กรณีจึงส่งผลให้ผู้ค้ำประกันหรือผู้จำนองซึ่งเป็นประชาชนทั่วไปไม่ได้รับความ
คุ้มครองตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย รวมทั้งต้องกลายเป็นผู้ถูกฟ้องล้มละลายอีกเป็นจำนวนมาก ดังนั้น เพื่อสร้างความเป็น
ธรรมให้แก่ผู้ค้ำประกันและผู้จำนอง จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้



พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๕๗ มีทั้งสิ้น ๒๔ มาตรา ดังนี้

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2558

ลูกหนี้ มีเฮ!! พรบ.การทวงหนี้ ประกาศแล้ว


คงไม่มีใครอยากได้ชื่อว่าเป็นลูกหนี้แน่นอน ถ้าไม่จำเป็น เพราะเมื่อเป็นลูกหนี้แล้ว ก็เหมือนกับตกเป็นทาสเลยทีเดียว หากจ่ายไม่ตรงเวลาก็จะถูกทวง  ถ้าเจ้าหนี้โทรหาลูกหนี้ไม่ติด  บางทีก็อาจโทรไปหาญาติ หรืออาจจะโทรไปหาที่ทำงานเลยทีเดียว และแน่นอนมันสร้างความอับอายให้แก่ลูกหนี้เป็นอย่างมาก!! (ก็ถ้ามีก็คงจ่ายไปแล้ว) บางคนอาจรับได้ โดยถือคติที่ว่า ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย….
แต่ตอนนี้!! รอบด้านดอทคอมมีข่าวดีมาบอก ตอนนี้ พรบ.การทวงถามหนี้ ประกาศออกมาแล้ว เมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ.2558 ที่ผ่านมานี้เอง โดยจะมีผลบังคับใช้อีก6เดือน  โดยเน้นเอาผิดกับ
– ผู้ประกอบการเกี่ยวกับสินเชื่อ
– ธุรกิจท้วงหนี้
ข้อดีของการประกาศของ พรบ.ฉบับนี้ คือ ทำให้ยุคที่ลูกหนี้ถูกข่มขู่และกดขี่หมดไป
พรบ.การทวงหนี้ มีอะไรบ้างมาดูกัน
1.ห้ามไม่ให้เจ้าหนี้ทวงหนี้กับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ลูกหนี้ นอกจากจะถามข้อมูลทั่วไป เช่น  การโทรไปทวงหนี้กับที่ทำงาน ว่า นาย.ก ที่ทำงานอยู่ในบริษัทนี้ ได้เป็นหนี้กับทางบริษัทจำนวน….. เป็นต้น หากเป็นกรณีนี้ถือว่าผิดกฎหมาย
2.ห้ามทวงถามหนี้โดยใช้ข้อความ เครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือชื่อทางธุรกิจ ที่ทำให้คนอื่นรู้ว่าเป็นการทวงหนี้
3.ให้ทวงหนี้ ได้ภายในเวลาที่กำหนด  จันทร์ – ศุกร์ ตั้งแต่ 8.00 – 20.00 น. เสาร์-อาทิตย์ 8.00 – 18.00 น. และมีกำหนดจำนวนครั้งในการทวงต่อวัน
4.ห้ามทวงหนี้ในลักษณะที่เป็นการข่มขู่ ใช้ความรุนแรง หรือการกระทำใดๆ ที่ทำให้ลูกหนี้เสียชื่อเสียงหรือทรัพย์สิน เช่น
– ใช้คำพูดหรือภาษาที่เป็นการดูหมิ่นลูกหนี้ เช่น พนักงานทวงหนี้พูดว่า เมื่อไรจะจ่ายค่ะ เลยกำหนดมานานแล้ว  ถ้าไม่จ่ายภายในวันนี้ บริษัทจะดำเนินคดี  กรณีนี้ ถือว่าเป็นการข่มขู่
– เปิดเผย บอก หรือแสดง ว่าลูกหนี้เป็นหนี้ กับคนอื่นทราบ
– การติดต่อลูกหนี้โดยแสดงถึงการเป็นหนี้ของลูกหนี้อย่างชัดเจน เช่น การจ่าหน้าซองจดหมายโดยให้คนอื่นรู้อย่างชัดเจน
5.ห้ามทวงหนี้โดยทำให้เกิดความเข้าใจผิด ว่าเป็นการทวงหนี้ จากศาล หน่วยงานรัฐ ทนายความ หรือสำนักงานกฎหมาย เช่น ส่งมาโดยมีลักษณะเหมือนหมายศาล หรือข้อความว่าจะดำเนินคดี เป็นต้น
6.ห้ามทวงหนี้ โดยทำให้ลูกหนี้เข้าใจผิดว่า จะถูกดำเนินคดี ถูกยึดทรัพย์ อายัดทรัพย์ หรือถูกหักเงินเดือน เช่น บอกว่าถ้าไม่จ่าย จะถูกยึดบ้าน หักเงินเดือน เป็นต้น

บทลงโทษของเจ้าหนี้ หากไม่ทำตาม พรบ.
1.ผู้ประกอบการ(บริษัท นิติบุคคล)ที่ฝ่าฝืนกฎหมายนี้ จะถูกปรับไม่เกิน1 แสนบาท และอาจถูกเพิกถอนทะเบียนได้
2. ผู้ที่ทวงหนี้หากทำผิดตามกฎหมายนี้ มีโทษทางอาญาจำคุกสูงสุดไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท (แล้วแต่ความผิด)

ถึงแม้ว่าจะมี พรบ.ฉบับนี้ ขึ้นมา ทำให้ลูกหนี้ได้รับการปฏิบัติที่ดีขึ้น แต่เมื่อเป็นหนี้ยังไงก็ต้องจ่ายอยู่ดี ฉะนั้น การไม่เป็นหนี้ ย่อมเป็นลาภอันประเสริฐ!!
สำหรับวิธีการร้องเรียน รอบด้านดอทคอมจะนำมาให้ทราบกันอีกที

ข้อมูลเพิ่มเติม พรบ.การท้วงหนี้ พ.ศ.2558
 >>>>>>ทราบแล้วเปลี่ยน อย่าลืมแชร์สาระดีๆกันด้วยน่ะจ่ะ<<<<<<

วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2554

ลูกหนี้บัตรเครดิต ได้เฮ จริง หรือไม่ ดูกันดีๆ ต่อไป


ที่มาของภาพ http://creditcardfocus.info/wp-content/uploads/2011/04/1302530451-50.jpg

นโยบาย ล่าสุดที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศออกมาในช่วงใกล้การเลือกตั้ง คือการให้ธนาคารรัฐรับโอนหนี้บัตรเครดิตจากสถาบันการเงิน และเปลี่ยนเป็นหนี้ส่วนบุคคลที่มีเงื่อนไขการชำระหนี้ระยะยาวขึ้นและอัตรา ดอกเบี้ยต่ำลง โดยลูกหนี้ที่จะเข้าโครงการนี้จะต้องมีประวัติการผ่อนชำระหนี้ที่ดี กล่าวคือเป็นลูกหนี้ที่ผ่อนชำระดอกเบี้ยหรือชำระขั้นต่ำร้อยละ 10

วัตถุประสงค์หลักของนโยบายนี้ รัฐบาลต้องการกระตุ้นสถาบันการเงินผู้ออกบัตรเครดิตเสนอเงื่อนไขที่ดีขึ้น โดยพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยบัตรเครดิตลง เพื่อรักษาสถานภาพของลูกหนี้กลุ่มนี้ไว้ ไม่ให้สูญเสียลูกหนี้ที่ดีให้แก่ธนาคารรัฐ
ถึงแม้ว่านโยบายนี้จะทำให้ลูกหนี้บัตรเครดิตได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่ลดต่ำลง แต่เมื่อพิจารณาถึงความสมเหตุสมผลของนโยบายนี้ ผมมีคำถามที่รัฐบาลน่าจะต้องตอบให้ได้เสียก่อนที่จะนำนโยบายนี้ไปสู่การปฏิบัติ

นโยบายมีความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่

แม้ว่านโยบายนี้มีวัตถุประสงค์ที่ดี แต่ผมยังไม่เห็นความจำเป็นเร่งด่วนของนโยบายนี้ เพราะผู้ที่ถือบัตรเครดิตไม่ใช่กลุ่มคนที่มีรายได้น้อยหรือคนยากจน คนกลุ่มนี้ยังมีทางเลือกในการแสวงหารายได้หรือแหล่งเงินทุนมาชำระหนี้ ยิ่งไปกว่านั้นลูกหนี้กลุ่มนี้ยังไม่ได้มีปัญหาขาดความสามารถในการชำระหนี้

แม้ ลูกหนี้บัตรเครดิตมีความน่าเห็นใจเพราะมีภาระหนี้ที่ต้องแบกรับ แต่ในสังคมยังมีผู้ที่เดือดร้อนและต้องการความช่วยเหลือมากกว่า การนำวงเงินสินเชื่อของธนาคารรัฐไปช่วยลูกหนี้บัตรเครดิตย่อมทำให้ผู้ที่มี ความจำเป็นมากกว่ามีโอกาสได้รับสินเชื่อหรือได้รับความช่วยเหลือลดลง

อัตราดอกเบี้ยที่รัฐบาลแทรกแซงเหมาะสมหรือไม่

อัตรา ดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทั่วไปเกิดจากความเสี่ยง ที่สูงกว่าเนื่องจากเป็นการให้กู้โดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ประกอบกับความเป็นสินเชื่อบุคคลรายย่อยทำให้ผู้ออกบัตรเครดิตมีต้นทุนการ ดำเนินงานและต้นทุนการติดตามชำระหนี้สูง นอกจากนี้การให้บริการบัตรเครดิตยังมีต้นทุนสูงในการลงทุนระบบเทคโนโลยี สารสนเทศเพื่อจัดการข้อมูลการใช้จ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตอีกด้วย

อัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่ผู้ออกบัตรเสนอแก่ลูกค้าในประเทศต่างๆ ทั่วโลกมีอัตราค่อนข้างสูง เช่น สหรัฐอเมริกามีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยร้อยละ 14 ต่อปี อังกฤษร้อยละ 15 แคนาดาร้อยละ 19 จีนร้อยละ 18 เม็กซิโกร้อยละ 40 บราซิลร้อยละ 120 เป็นต้น ทั้งนี้นิตยสารดิอีโคโนมิสต์ประจำเดือนพฤษภาคมปี 2006 ระบุว่า ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่มีอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตเฉลี่ยประมาณร้อยละ 200 ต่อปี ในทำนองเดียวกับในประเทศไทยที่อัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตค่อนข้างสูง

ตลาดสินเชื่อบัตรเครดิตในประเทศไทยมีการแข่งขันกันมากพอสมควร โดยผู้ออกบัตรมีทั้งธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร ถึงแม้ว่ายังไม่ใช่ตลาดที่มีการแข่งขันสมบูรณ์ ซึ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยหนี้บัตรเครดิตในปัจจุบันอาจยังไม่ใช่อัตราที่เหมาะสมก็จริงอยู่ แต่คำถามคือ อัตราดอกเบี้ยที่รัฐบาลแทรกแซงเหมาะสมหรือไม่ และรัฐบาลรู้ได้อย่างไรว่าอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมควรจะเป็นเท่าไร

ลูกหนี้ที่ดีควรมีเงื่อนไขอย่างไร

ตามเงื่อนไขของนโยบายนี้ ลูกหนี้ที่มีประวัติการผ่อนชำระหนี้ที่ดีจะได้รับประโยชน์ แต่คำถามคือ ทำไมรัฐบาลจึงกำหนดหลักเกณฑ์ลูกหนี้ที่ดีไว้ที่การชำระขั้นต่ำร้อยละ 10 ของยอดสินเชื่อคงค้างทั้งสิ้น แต่ลูกหนี้ที่ผ่อนชำระขั้นต่ำตั้งแต่ร้อยละ 5 ขึ้นไปแต่ต่ำกว่าร้อยละ 10 กลับไม่ได้รับประโยชน์ ทั้งที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้ว่า เงื่อนไขการชำระหนี้ขั้นต่ำจะต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 ของยอดสินเชื่อคงค้างทั้งสิ้น

โดยปกติ ลูกหนี้บัตรเครดิตจะเลือกใช้บริการบัตรเครดิตของผู้ออกบัตรรายใด โดยพิจารณาจากเงื่อนไขการชำระขั้นต่ำตามความสามารถในการชำระหนี้ของตน ซึ่งเงื่อนไขการชำระหนี้ขั้นต่ำยิ่งต่ำเท่าไร อัตราดอกเบี้ยก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น ลูกหนี้ดีที่ผ่อนชำระขั้นต่ำตั้งแต่ร้อยละ 5 ขึ้นไปแต่ต่ำกว่าร้อยละ 10 จึงต้องแบกรับอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าลูกหนี้ที่ดีที่ชำระขั้นต่ำร้อยละ 10 ขึ้นไปเสียอีก แต่กลับไม่ได้รับความช่วยเหลือจากนโยบายนี้ทั้งที่ยังชำระหนี้อย่างสม่ำเสมอ

การดำเนินนโยบายสร้างผลกระทบหรือไม่

อัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่อยู่ในระดับสูงอาจมองได้สองแง่ คือ มุมมองแรกเป็นไปเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกหนี้ขาดวินัยในการชำระหนี้ หรือมุมมองที่สองเป็นการลงโทษลูกหนี้ที่ดี ซึ่งรัฐบาลใช้มุมมองที่สองในการกำหนดนโยบาย

แน่นอนว่านโยบายนี้จะทำให้ลูกหนี้ที่มีประวัติการชำระหนี้ดีได้รับประโยชน์ แต่ในอีกแง่หนึ่ง นโยบายนี้เป็นการส่งสัญญาณที่ไม่ดี เพราะจะทำให้ผู้ถือบัตรเครดิตเกิดพฤติกรรม moral hazard มากขึ้น ผู้ถือบัตรอาจมีการใช้จ่ายผ่านบัตรมากขึ้นและมีวินัยในการชำระหนี้ลดลง เพราะรู้ว่าหากผิดนัดชำระหนี้จะถูกลงโทษไม่รุนแรงมากเหมือนเดิม และยังอาจทำให้สัดส่วนหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของหนี้บัตรเครดิตของธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้น

ผลของนโยบายยั่งยืนหรือไม่

นโยบาย นี้จะส่งผลในระยะสั้นเท่านั้น เมื่อวงเงินที่ธนาคารรัฐจัดสรรเพื่อใช้ในการแทรกแซงตลาดสินเชื่อบัตรเครดิต หมดลง อัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตก็จะกลับคืนสู่สภาพปกติ เพราะรัฐบาลไม่ได้เข้าไปแก้ไขโครงสร้างตลาดให้มีการแข่งขันสมบูรณ์มากขึ้น หรือไม่ได้แก้ไขกฎระเบียบการกำหนดค่าธรรมเนียมและอัตราดอกเบี้ยเพื่อคุ้ม ครองลูกหนี้ หรือไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลการกำหนดอัตราดอกเบี้ยและค่า ธรรมเนียมของผู้ออกบัตร

เนื่องด้วยการบริหารประเทศของรัฐบาลมีหลายเป้าหมายที่ต้องทำให้สำเร็จ และมีหลายกลุ่มคนที่รัฐบาลต้องดูแล การกำหนดนโยบายของรัฐบาลจึงมีปัจจัยหลายประการที่ต้องให้ความสำคัญอย่างสมดุล และไม่ควรออกนโยบายที่มุ่งแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่งหรือมุ่งหวังเพียงสร้างคะแนนนิยมกับคนกลุ่มหนึ่ง โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบของนโยบายกับคนกลุ่มอื่นหรือปัญหาอื่นย่อมไม่ใช่นโยบายที่ดี



ได้รับการตีพิมพ์จากเดลี่นิวส์ออนไลน์ คอลัมน์บทความ :แนวคิด ดร.แดน วันพุธที่ 18 พฤษภาคม 2554

วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2554

แก้ไขปัญหาหนี้สิน (ศูนย์ประสานงานลูกหนี้แห่งชาติ)

แก้ไขปัญหาหนี้สิน (ศูนย์ประสานงานลูกหนี้แห่งชาติ)ใครเป็นหนี้บัตรเครดิตลองอ่านดูครับเผื่อ ว่าจะมีประโยชน์บ้างกระผมนาย ศุภกฤต ถนอมญาติ( ชื่อสมมุติและนามสมมุติ )ผมทำงานอยู่ตำแหน่งผจก.บริษัทที่มั่นคงแห่งหนึ่ง มีเงินเดือนมากกว่า 50,000 บาท ผมเริ่มใช้บัตรเครดิตตั้งแต่เริ่มทำงานครับ ใช้ซื้อของที่อยากได้ ใช้เงินล่วงหน้าครับ เริ่มมีปัญหาเคลียไม่หมดต้องผ่อนคั่นต่ำประมาณ 12,000 บาท ครับ สูงที่สุด 900,000 บาท · สาเหตุที่ผมต้องเป็นหนี้คือ ใช้เงินเกินตัว ตามความอยาก ทำตัวตามสังคม ต้นทุนชีวิตสูง ต้องมีมือถือ,บ้าน,รถ,แฟน,สังคม ไม่รู้จักบริหารการเงิน · ผมเริ่มศึกษาวิธีการจะปลดหนี้ อ่านหนังสือ,ค้นใน Web วิเคราะห์ผลกระทบต่างๆและวิธีการ แต่ก่อนอื่นผมคิดว่าต้องจัดการกับตัวเองและครอบครัว ต้องยอมรับว่าเราเป็นหนี้ ลดค่าใช้จ่ายทุกชนิด หารายได้เสริม · ก่อนรู้จักศูนย์ประสานงานลูกหนี้ ผมเริ่มแผนการปลดหนี้ด้วยตนเองo เขียนแผนการชำระหนี้ทั้งหมด อธิบาย สาเหตุที่ผ่อนได้น้อยลง ชี้แจงรายรับรายจ่าย(ทั้งๆที่ไม่น่าจะเป็นไปได้)ผ่อนต่อเดือนประมาณ 2.3% ของยอดหนี้o หยุดผ่อนทุกใบ เหลือใช้แค่ใบเดียว Faxหรือส่งจม.เสนอแผนผ่อนผันo หลังจากหยุดสองเดือนเริ่มผ่อนขั้นต่ำ 2.3%o ต้องกันเงินใช้จ่ายส่วนตัวก่อน ไม่เคยทำปกติจ่ายบัตรเครดิต,ค่าน้ำ,ค่าไฟ ก่อนครับ (พึ่งเริ่มส่งเงินให้แม่ได้ทั้งๆที่ไม่เคยให้) ที่เหลือค่อยนำมาผ่อนตามสัดส่วนที่เหลือแต่ไม่เกิน 2.3%o ยอมโดนทวงหนีไม่อาย บางทีโดนทวงถึงในห้องผจก. เป็นเฉพาะช่วงแรกๆ หลังจากนั้นอ้างแผนที่ส่งไปให้ ไม่ต้องหนี · ผมรู้จักศูนย์ประสานงานลูกหนี้โดยบังเอิญ เข้าไปยื่นเอกสาร ประวัติหนี้ทั้งหมด และรอพบที่ปรึกษาบอกขั้นตอนและหลักการผ่อนชำระทั้งหมด ไม่น่าเชื่อมันคือภาพที่ผมเขียนไว้ แผนที่เขียนขอผ่อนบัตรเครดิต เหมือนฝันเป็นจริง มัน เหมือนชี้ทางออกให้ผมกลับมามั่นใจเพิ่มอีกo ทางศูนย์จะคำนวณภาระและยอดการผ่อนชำระ เหมือนตอนคุณกู้เลยครับo แนะนำขั้นตอนการยื่นและการเจรจากับเจ้าหนี้หรือตัวแทนเจ้าหนี้สามารถหยุด ชำระเก็บเงินสดไว้จ่ายหลังยื่นแผนผ่าน (ในอัตราที่ไม่สูง ไม่เสียดอก) · ผมอยากฝากเรื่องของการเจรจากับเจ้าหนี้เมื่อถูกทวงถาม o จำไว้ว่าคนทวงหนี้ก็คือลูกจ้าง ถ้าเขาโทรมาแล้วพูดหวานๆ คงไม่มีใครจ่าย เทปคำพูดหรือผลงานก็ไม่มี เขาอาจตกงานได้ ดังนั้นถ้าเขาโทรมาแล้วพูดกระแทกใส่หรือว่ากล่าวเรา จงสงสารเขามากๆ เพราะชีวิตเขาต้องเครียดมากๆ ทุกวัน อย่าต่อล้อต่อเถียงหรืออธิยายใดๆ เขาทำงาน ต้องเห็นใจ ปล่อยเขาพูดแล้ว บอกว่าไม่สะดวกก็พอo จำไว้ว่าเราไม่ได้หนีหนี้ แต่เรากำลังจะใช้หนี้ไม่ใช่ใช้ดอก และถ้าไม่ทำเช่นนี้วันนึงก็ต้องหนีจริงๆ NPL · ผมมีคำแนะนำเล็กน้อย ถ้าอยากปลดหนี้ออกจากชีวิต ควรจะทำอะไรบ้าง อะไรที่จะทำให้สำเร็จความเชื่อมั่นว่าต้องทำได้ ไม่จำเป็นว่าเรื่องที่เราตั้งเป้าหมายต้องเป็นเรื่องที่น่าจะเป็นไปได้ มีหลักฐาน มีคนเคยทำ · ครั้งแรกที่ผมเขียนแผนขอผ่อนผัน มีคนทักท้วง แต่ผมก็ยืนยันว่าทำได้· มีคนในครอบครัวกังวลเรื่องถูกยึดหรือศาลคงไม่ยอมถ้าจะขอเลื่อนหรือผ่อนต่ำ มากๆ ผมบอกกับคนในครัวว่าทำได้ผมมั่นใจ (จริงๆไม้ตามคือยอมล้มละลาย)· ผมพบปัญหาหลายเรื่อง ลางานบ่อยๆ ถูกทนายโกง บางครั้งถึงขั้นถูกศาลตัดสินแล้วทนายไม่ไปต้องไปเจรจากับธนาคารขอผ่อน ศาลบางท่านเอื้อประโยชน์ให้กับทางบัตรเครดิต แต่ผมก็ผ่านมาได้ จนมาพบกับศูนย์( ต้องมีความเชื่อ กล้าทำตามความเชื่อนั้น )· สุดท้ายต้องขอขอบคุณทางศูนย์ประสานงานลูกหนี้มากๆ มีประโยชน์ต่อส่วนรวมมากๆ o ทำให้ชีวิตหลายๆคนดีขึ้น ผมเคยคุยกับลูกหนี้หลายๆคน เขากังวลมากๆ เชื่อไหม เขานอนไม่หลับ คิดแต่เรื่องหนี้ เป็นโรคเครียด สุขภาพไม่ดี พอผมเล่าเรื่องผมให้ฟัง และชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมีทางออกและแก้ไขได้ ขอแนะนำธรรมมะนิดเดียว เคยเห็นลิงไหมครับเวลาโดนคนแกล้งเอากะปิมาป้ายมัน มันจะพยามถูมันจนมือแถบขาด เพราะว่ามันไม่สามารถบังคับจิตใจมันที่เกียจกะปิได้ แต่เราเป็นคน ต้องอย่าให้ความคิดต่างๆมาทำร้ายเราได้ จำไว้ว่าไม่มีใครทำร้ายเราได้นอกจากตัวเราที่สั่งให้ความคิดมาทำร้ายจิตใจ เราเอง o อยากให้ภาครัฐมาช่วยทางศูนย์จริงๆครับ ต่อสู้มาเองตลอด ผมจำได้มีหลายคนอาสาช่วย มีของได้มาจากการบริจาคและค่าสมัคร ยังมีอีกหลายธนาคารที่ยังไม่ยอมเจรจา (แจ้งไปทางธนาคารแห่งชาติและกระทรวงการคลัง )เชื่อไหม เขาแค่ประชุมและแจ้งธนาคารรับทราบ ผมสอบถามทั้งสองที่ มีหน่วยงานช่วยลูกหนี้ แต่ทั้งสองทีมีลูกหนี้ที่มาขอความช่วยเหลือแค่รายเดียวไม่สำเร็จเพราะเกรงใจ ธนาคารนี่ละครับเมืองไทยo ธนาคารและเจ้าของบัตรเครดิต ลูกหนี้กำลังหาวิธีการชำระหนี้ทางเจ้าหนี้ เรากำลังทำให้เจ้าขอบัตรเครดิตได้เงินคืนจริงๆ ไม่งั้นธนาคารอาจเสียเงินให้บริษัททวงหนี้ แล้วพอเริ่มผ่อนไม่นานลูกหนี้ก็ต้องยอมถูกฟ้อง ล้มละลาย ในหนี้สินทั้งหมดจะมีอยู่ประมาณ 30-40 % ที่ใช้หนี้บางส่วน อีก 60-70% เขาไม่สามารถใช้ได้ ยอมฟ้อง คนที่ได้เต็มๆคือบริษัททวงหนี้ครับsuprakite@hotmail.co.th · ใครสนใจต้องการให้ศูนย์ชวยหลือศูนย์ประสานงานลูกหนี้แห่งชาติ (02-3191161, 02-3191162,. 02-3191163, 02-3191164)785 อาคารรฐมศร ถ.พระรามเก้า บางกะปิ ห้วยขวาง กทม. 10320คุณ กัลยาณี รุทระกาญฐน์เลขาธิการศูนย์ประสานงานลูกหนี้แห่งชาติองค์กรสาธารณประโยชน์

โดย: ศุภกฤต ถนอมญาติ
ตั้งเมื่อ: 24 มี.ค. 10
แท็ก: หนี้สิน


ที่มา : หมวด » ร้องทุกข์ ประชาสัมพันธ์ » ประชาสัมพันธ์ » แก้ไขปัญหาหนี้สิน (ศูนย์ประสานงานลูกหนี้แห่งชาติ)

วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2554


นางกัลยาณี รุทระกาญจน์ เลขาธิการศูนย์ประสานงานลูกหนี้แห่งชาติ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ได้ยื่นหนังสือถึงนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เพื่อร้องเรียนการดำเนินงานบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) เรื่องความโปร่งใสในการฟ้องล้มละลายลูกหนี้ โดยมีการยึดทรัพย์สินไปโดยไม่ชอบ และขัดกับคำพิพากษาของศาลแพ่งที่ให้ขายทอดตลาดสินทรัพย์ แต่บสท. กลับยึดไปขายเอง ทำให้ราคาสินทรัพย์ต่ำไม่คุ้มมูลหนี้ ทำให้นอกจากลูกหนี้ถูกยึดทรัพย์ และต้องชำระหนี้เพิ่มเติม ยังรวมถึงถูกฟ้องล้มละลายด้วย

ขณะเดียวกันได้เตรียมการเชิญชวนลูกหนี้ที่ถูกฟ้องล้มละลายอย่างไม่เป็น ธรรมมารวมตัว เพื่อที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีมหาชนและคดีแพ่งกับบสท. และนายสมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ อดีตกรรมการผู้จัดการบสท.

“มีกรณีตัวอย่างคดีที่ลูกหนี้ฟ้องชนะบสท. มาแล้ว จากจำนวนลูกหนี้ ที่โอนจากธนาคารมาให้บสท. 1.5 หมื่นราย แต่บสท. ส่งฟ้องล้มละลาย 8,000-9,000 ราย ซึ่งถือว่าการทำงานของบสท.ล้มเหลว ทั้งที่การ จัดตั้งบสท. เพื่อจะช่วยให้ลูกหนี้ ฟื้นตัวได้จากวิกฤตเศรษฐกิจ แต่เป็นการซ้ำเติมลูกหนี้” นางกัลยาณี กล่าว


นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มลูกหนี้ขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ที่ถูกขายให้กองทุนต่างชาติไปแล้ว ที่ถูกยึดทรัพย์ไปแล้ว หรือกำลังถูกฟ้องล้มละลาย หรือถูกศาลมีคำสั่งล้มละลายไปแล้ว มาลงชื่อเพื่อรวมตัวกันเพื่อที่จะทวงสิทธิคืนจำนวนมาก โดยศูนย์ จะรวบรวมข้อมูลเอกสารหลักฐานเพื่อรวมกันดำเนินการฟ้องคดีมหาชน ทั้งทางแพ่งและทางอาญาต่อกองทุนต่างชาติ และบสท. เพื่อเรียกทรัพย์และสิทธิคืน

รวมทั้งรวบรวมรายชื่อเสนอรัฐบาล เพื่อขอให้เจ้าหนี้ระงับการบังคับคดีฟ้องล้มละลาย จนกว่าคดีอาญาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ฟ้องกองทุนต่างชาติจะดำเนินการเสร็จสิ้น และขอให้รัฐบาลอายัดทรัพย์ของกองทุนต่างชาติ ที่ได้ประมูลซื้อสินทรัพย์ 56 ไฟแนนซ์ที่ปิดกิจการไปจากปรส. เป็นการป้องกันเอาเงินออกนอกประเทศ

ที่มา :  http://www.easycashservice.com/Bnew31.html

ร้องธปท.หย่าศึกทวงหนี้

ศูนย์ฯ ลูกหนี้แห่งชาติ  ร้องธปท. เชิญเจ้าหนี้แบงก์- นันแบงก์ร่วมแก้ไขหนี้ทั้งวงจร
นาง กัลยาณี รุทระกาญจน์ เลขาธิการศูนย์ประสานงานลูกหนี้แห่งชาติ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ศูนย์ฯ ได้ประสานงานกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อร่วมประชุมและหาแนวทางการแก้ไขปัญหาของลูกหนี้ โดยขอให้ธปท.เชิญเจ้าหนี้ทั้งธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (นันแบงก์) เข้าประชุมด้วย ทั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาพบปัญหาสถาบันการเงินขายบัญชีลูกหนี้ให้กับบริษัทติดตาม ทวงหนี้ไปแล้วในราคาประมาณ 15-20% ของมูลหนี้ ซึ่งพบว่าการเข้าไปเจรจากับบริษัทที่รับซื้อหนี้นั้น ทำให้การแก้ไขหนี้ทำได้ยากมากขึ้น
นางกัลยาณี กล่าวว่า การแก้ไขหนี้ภาคประชาชนจะต้องแก้ไขทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบ และให้ครอบคลุมหนี้ของสมาชิกใน ครอบครัว รวมถึงภาระหนี้ค้ำประกันด้วย หากรัฐบาลแก้ไขหนี้นอกระบบมาอยู่ในระบบ ขณะที่ลูกหนี้ที่เป็นหนี้ในระบบและติดบัญชีดำของเครดิตบูโร รวมทั้งไม่มีความสามารถใช้หนี้ ในที่สุดก็ดิ้นไม่หลุดก็ต้องไปหาหนี้นอกระบบอีก
หลักการปรับโครงสร้างหนี้จะต้องปรับหนี้ตามความสามารถของลูกหนี้ ที่แท้จริง ยกตัวอย่าง ลูกหนี้รายหนึ่งมีหนี้บัตรเครดิต 30 บัตร มีเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท แต่ละบัตรให้ผ่อนชำระขั้นต่ำ 2,000 บาท ลูกหนี้ก็ไม่สามารถที่จะผ่อนชำระได้ ดังนั้นต้องแจ้งให้เจ้าหนี้ทุกราย รับรู้ว่า ลูกหนี้มีรายได้มีหลักทรัพย์อะไร และเฉลี่ยแล้วเจ้าหนี้แต่ละรายได้เท่าไร
“โดยหลักการแล้วถ้าลูกหนี้มีเงินเดือน 1 หมื่นบาท จะมีความสามารถการชำระหนี้ได้ประมาณ 45% ส่วนที่เหลือ 55% จะเป็นเงินที่ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และหากเจ้าหนี้ต่างคนต่างฟ้องร้องให้ลูกหนี้ล้มละลาย เจ้าหนี้แต่ละรายก็อาจจะไม่ได้อะไรและเป็นการตัดอนาคตลูกหนี้อาจจะถูกไล่ออก จากงาน ไม่มีรายได้ และก่อให้เกิดปัญหาสังคมตามมา” นางกัลยาณีกล่าว
สำหรับความคืบหน้าโครงการ “ยิ้มรับ..ปรับหนี้ที่อยู่อาศัย” ที่ศูนย์ประสานงานลูกหนี้แห่งชาติ ร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) ให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้เดือดร้อนจากภาระหนี้สินด้านที่อยู่อาศัย เพื่อเป็นทางออกสำหรับผู้ที่มีปัญหาบ้านกำลังจะถูกยึด ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ถูกฟ้องล้มละลาย ซึ่งให้ลูกหนี้มาจดทะเบียนระหว่างวันที่ 1-30 ธ.ค.2552 มีไม่กี่พันรายจาก ที่ประมาณการว่ามีประชาชนที่มีปัญหาหนี้เงินกู้ซื้อบ้านและอยู่ระหว่างการ ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี 7 หมื่นราย
แนวทางการแก้ไข กทม.อาจ ขยายระยะเวลาการลงทะเบียนและต้องมีการประชาสัมพันธ์มาก กว่านี้ หรืออาจจะให้ธนาคารออมสินช่วยแนะนำประสานงาน มาต่อที่กทม.

ที่มา :  http://money.impaqmsn.com/content.aspx?id=19866&ch=227

วันพฤหัสบดีที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เปิดลงทะเบียนช่วย ขรก.ไม่ให้ถูกฟ้อง

เปิดลงทะเบียนช่วย ขรก.ไม่ให้ถูกฟ้อง

วันอังคาร ที่ 21 กันยายน 2553 เวลา 13:18 น


ยุติธรรมเปิดลงทะเบียนลูกหนี้ ช่วยเหลือข้าราชการ-รัฐวิสาหกิจไม่ให้ถูกฟ้องล้มละลาย
เมื่อ วันที่ 21 ก.ย. ที่กระทรวงยุติธรรม ชมรมปฏิรูปสิทธิลูกหนี้ นำโดย น.ส.อาจิน จุ้งลก เลขานุการชมรมปฏิรูปสิทธิลูกหนี้ ได้ตั้งโต๊ะรับลงทะเบียนลูกหนี้ใน และนอกระบบจากกลุ่มข้าราชการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ที่ศูนย์บริการร่วม กระทรวงยุติธรรม โดย น.ส.อาจิน กล่าวว่า ปัจจุบันมีข้าราชการถูกฟ้องเป็นบุคคลล้มละลายเป็นจำนวนมาก สาเหตุหลักของการเป็นหนี้จนกระทั่งศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลาย เกิดจากการนำตำแหน่งไปค้ำประกันให้ผู้อื่น เมื่อเจ้าหนี้ไม่สามารถทวงหนี้จากผู้กู้ ก็จะมาติดตามทวงหนี้จากผู้ค้ำประกัน ดังนั้น ชมรมจึงพยายามผลักดันให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาหนี้ของข้าราชการ และเรียกร้องให้แก้กฎหมาย ไม่ให้ข้าราชการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจต้องพ้นสภาพจากการถูกฟ้องเป็นบุคคลล้มละลาย

น.ส.อาจิน กล่าวต่อว่า ในปีนี้มีแนวโน้มที่ข้าราชการจะถูกฟ้องล้มละลายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นผลพวงจากการดำเนินคดีทางแพ่งในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ซึ่งคดีสิ้นสุดมีคำสั่งศาลฎีกาให้เป็นบุคคลล้มละลายในปีนี้ ก่อนหน้านี้ชมรมได้รวบรวมตัวเลขข้าราชการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ จำนวน 925 ราย จาก 50 เขตในกรุงเทพมหานคร เป็นพนักงาน ขสมก. 622 ราย, การบินไทย 120 ราย, รพ.จุฬาฯ 103 ราย, ครู 30 ราย และส่วนราชการอื่นอีก 50 ราย นำเสนอต่อ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ล่าสุด ได้เจรจาประนอมหนี้กับสถาบันการเงิน เพื่อโอนหนี้มาผ่อนชำระกับธนาคารออมสินเพียงแห่งเดียว ดังนั้น ชมรมจึงเปิดรับลงทะเบียนผู้ที่เป็นหนี้ทั้งใน และนอกระบบ จากนั้น จะคัดกรองลูกหนี้หากพบว่าเป็นบุคคลล้มละลายโดยทุจริต หรือล้มละลายซ้ำซาก ก็จะไม่ให้ความช่วยเหลือ.

ข้อมูลอ้างอิง : เดลินิวส์ออนไลน์

ต่อสู้อย่างไร จึงชนะ พี่เค๊าเล่าเรื่อง

  • เหยื่อฟองสบู่แตก ปี 2540 - เรื่องนี้เป็นเรื่องของหลานชาย ค่ะ แต่ก็เกี่ยวกับเราเต็มๆได้เริ่มกู้เพื่อที่อยู่อาศัย ก่อนหน้าแบงค์ชาติประกาศ งดสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ไม่กี่วัน ไม่มีใครร...
    17 ปีที่ผ่านมา